Home งานวิจัยเกี่ยวกับความปลอดภัยในการพยาบาล ความสัมพันธ์ระหว่างการจัดการความปลอดภัยในการทำงานของหัวหน้าห้องผ่าตัด กับพฤติกรรมการทำงานที่ปลอดภัยตามการรับรู้ของพยาบาลห้องผ่าตัด โรงพยาบาลทั่วไปภาคใต้

Polls

แบบสำรวจความพึงพอใจของเว็บไซต์
 

Login Form



Vinaora Visitors Counter

mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterToday1
mod_vvisit_counterYesterday0
mod_vvisit_counterThis week2
mod_vvisit_counterLast week4
mod_vvisit_counterThis month6
mod_vvisit_counterLast month38
mod_vvisit_counterAll days7876

Online (20 minutes ago): 1
Your IP: 54.92.241.157
,
Today: ก.ย. 17, 2014


ความสัมพันธ์ระหว่างการจัดการความปลอดภัยในการทำงานของหัวหน้าห้องผ่าตัด กับพฤติกรรมการทำงานที่ปลอดภัยตามการรับรู้ของพยาบาลห้องผ่าตัด โรงพยาบาลทั่วไปภาคใต้ PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย Administrator   
วันเสาร์ที่ 16 มิถุนายน 2012 เวลา 14:45 น.

ความสัมพันธ์ระหว่างการจัดการความปลอดภัยในการทำงานของหัวหน้าห้องผ่าตัด กับพฤติกรรมการทำงานที่ปลอดภัยตามการรับรู้ของพยาบาลห้องผ่าตัด โรงพยาบาลทั่วไปภาคใต้

Relationships between Head Nurse’s Work Safety Management and Safety Work Behavior Perceived by Perioperative Nurses in General Hospitals, Southern of Thailand.

 

สุทธิมาภรณ์  หมัดสาลี 1

ปรัชญานันท์  เที่ยงจรรยา2[1]*

ปราโมทย์  ทองสุข3[2]*

บทคัดย่อ :

วัตถุประสงค์ : เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการจัดการความปลอดภัยในการทำงานของหัวหน้าห้องผ่าตัด กับพฤติกรรมการทำงานที่ปลอดภัยตามการรับรู้ของพยาบาลห้องผ่าตัด โรงพยาบาลทั่วไปภาคใต้

รูปแบบการวิจัย : เชิงบรรยาย

วิธีการวิจัย : กลุ่มตัวอย่างเป็นพยาบาลประจำการที่ปฏิบัติงานในห้องผ่าตัด มีประสบการณ์ปฏิบัติงานมากกว่า  1 ปี ในโรงพยาบาลทั่วไป ภาคใต้ จำนวน 126 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม มี 3 ส่วน คือ (1) ข้อมูลส่วนบุคคล (2) แบบสอบถามการจัดการความปลอดภัยในการทำงานของหัวหน้าห้องผ่าตัด ซึ่งพัฒนาจากกรอบแนวคิดการจัดการความปลอดภัยของเฟอร์นานเดซ-มุนซ์ มอนเทส-พีออน และวาสเควส-ออร์ดาส (Fernández-Muñiz, Montes-Peón & Vázquez-Ordás, 2007) (3) แบบสอบถามพฤติกรรมการทำงานที่ปลอดภัย ซึ่งพัฒนาจากกรอบแนวคิดความปลอดภัยในการทำงานของสำนักงานบริหารความปลอดภัยและอาชีวอนามัย (The Occupational Safety & Health Administration: OSHA, 2007) แบบสอบถามผ่านการตรวจสอบความตรงจากผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน และตรวจสอบความเที่ยง ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟ่าของครอนบาคของแบบสอบถาม ส่วนที่ 2 และ3  เท่ากับ 0.98 และ 0.89  

ผลการศึกษา : ผลการวิจัย พบว่า คะแนนเฉลี่ยของการจัดการความปลอดภัยในการทำงานของหัวหน้าห้องผ่าตัดตามการรับรู้ของพยาบาลห้องผ่าตัดโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง (M=2.66, SD=0.71) คะแนนเฉลี่ยของพฤติกรรมการทำงานที่ปลอดภัยตามการรับรู้ของพยาบาลห้องผ่าตัด โดยรวมอยู่ในระดับสูง (M=3.23, SD=0.38) การจัดการความปลอดภัยของหัวหน้าห้องผ่าตัดตามการรับรู้ของพยาบาลห้องผ่าตัดมีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับปานกลางกับพฤติกรรมการทำงานที่ปลอดภัยตามการรับรู้ของพยาบาลห้องผ่าตัดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .01 (r=.46, p≤.01)

สรุป : การจัดการความปลอดภัยในการทำงานของหัวหน้าห้องผ่าตัดตามการรับรู้ของพยาบาลห้องผ่าตัด โรงพยาบาลทั่วไปภาคใต้ โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการวางแผนและกำหนดแนวทางในการจัดการความปลอดภัยในการทำงานและส่งเสริมการมีพฤติกรรมการทำงานที่ปลอดภัย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารงานและป้องกันการเกิดอุบัติเหตุ อุบัติการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในระหว่างการทำงาน

คำสำคัญ :  การจัดการความปลอดภัยในการทำงาน พฤติกรรมการทำงานที่ปลอดภัย

ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา 

ในปัจจุบันพบว่าอันตรายจากการทำงานของบุคลากรสาธารณสุขในโรงพยาบาลต่างๆ เพิ่มมากขึ้นและเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น นโยบายปรับลดกำลังคนภาครัฐฯที่สวนทางกับความต้องการการดูแลของผู้ป่วยที่เพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดปัญหาขาดแคลนอัตรากำลังบุคลากร (กุลยา และส่งศรี, 2541) การใช้เทคโนโลยีการรักษาที่เกี่ยวข้องกับรังสีและสารเคมีอันตรายเพิ่มขึ้น (สำนักโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม, 2551) รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงของภาวะโรค มีโรคติดต่อร้ายแรงและโรคอุบัติใหม่อุบัติซ้ำเกิดขึ้น (สำนักโรคติดต่ออุบัติใหม่, 2552) ซึ่งบุคลากรที่มีโอกาสสัมผัสเลือด สารคัดหลั่งและบาดเจ็บจากการทำงานส่วนใหญ่ คือ พยาบาล โดยเฉพาะการบาดเจ็บที่เกิดจากการใช้เข็มและของมีคม (เพชรไสว, ประสบสุข, สร้อย, ปิยนุช, อุสาห์ ศุภรพันธ์ และสมจิต, 2546) นอกจากนี้สาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุดังกล่าวยังขึ้นอยู่กับความเร่งรีบในการปฏิบัติงาน การทำหัตถการ รวมทั้งการไม่ใช้อุปกรณ์ในการป้องกัน หรือใช้อุปกรณ์ป้องกันที่ไม่เหมาะสมในการปฏิบัติงาน ทำให้มีโอกาสสัมผัสเลือดและสารคัดหลั่ง (อุษาวดี, 2547) จากการศึกษาพบว่าในโรงพยาบาลแต่ละแห่งห้องผ่าตัดเป็นหน่วยงานหนึ่งที่มีอัตราการเกิดอันตรายจากการปฏิบัติงานของบุคลากรมากกว่าเมื่อเทียบกับหน่วยงานอื่น (จิราภรณ์ และจุฑามาศ, 2547) จากการศึกษาความเสี่ยงต่อการสัมผัสเลือดของบุคลากรในห้องผ่าตัดของแจคเกอร์ และคณะ (Jagger, Bentley, & Tereskerz, 1998 อ้างตาม อุษาวดี, 2547) พบว่า เครื่องมือที่เป็นสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุและทำให้เกิดการบาดเจ็บมากที่สุด คือเข็มเย็บแผล คิดเป็นร้อยละ 15 รองลงมา คือใบมีดผ่าตัดคิดเป็นร้อยละ 11 นอกจากนั้นเกิดจากเข็มฉีดยา ลวดเย็บแผล และเครื่องมืออื่นๆ จากการศึกษายังพบอีกว่า ชนิดการผ่าตัดสัมพันธ์กับการเกิดอุบัติการณ์การสัมผัสเลือดจากอุบัติเหตุของบุคลากร โดยพบว่าการผ่าตัดหัวใจมีความเสี่ยงในการเกิดอุบัติการณ์การสัมผัสเลือดจากอุบัติเหตุมากที่สุด รองลงมาคือการผ่าตัดศัลกรรมทั่วไปและศัลยกรรมกระดูกและข้อ ในต่างประเทศมีรายงานการติดเชื้อจากการปฏิบัติงาน เช่น การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี และไวรัสเอดส์ ซึ่งมีสาเหตุจากการถูกของมีคมบาดหรือทิ่มตำ (Bradley, Thomas, Kimberly, Susan, Robert, Kristi and James, 2003) ทำให้พยาบาลต้องเผชิญเหตุการณ์ต่างๆที่เป็นอันตราย (กุลยา และส่งศรี, 2541) นอกจากนี้ยังพบว่าลักษณะงานในห้องผ่าตัดเป็นงานที่ต้องเกี่ยวข้องทางด้านกายภาพหลายลักษณะ เช่น การเคลื่อนย้ายวัสดุ อุปกรณ์ เครื่องมือสิ่งของ หรือบุคคลที่มีน้ำหนักมาก รวมทั้งการใช้เวลาในการทำงานที่ติดต่อกันเป็นเวลานาน ซึ่งเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในขณะปฏิบัติงานของพยาบาลห้องผ่าตัด (เบญจมาศ, 2544) จากการศึกษาพบว่าอันตรายที่เกิดกับบุคลากรห้องผ่าตัดส่วนใหญ่เกิดจากการปฏิบัติการพยาบาลเนื่องจากสภาพการทำงานในห้องผ่าตัดที่ต้องใช้อุปกรณ์ผ่าตัด เครื่องมือที่เป็นของแหลม ของมีคม อุปกรณ์ไฟฟ้า แรงดันลม  รวมทั้งการใช้เทคโนโลยีในการปฏิบัติงาน เช่น เลเซอร์ การฉายรังสี การใช้สารเคมี ก๊าซ ไอน้ำจากเครื่องนึ่ง  (อุษาวดี, 2547) พยาบาลห้องผ่าตัดจำเป็นต้องเรียนรู้วิธีการปฏิบัติงานที่ปลอดภัยและต้องมีพฤติกรรมการทำงานที่ปลอดภัย เพื่อหลีกเลี่ยงอันตรายต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น (Lois, 1995)

พฤติกรรมการทำงานที่ปลอดภัย เป็นการปฏิบัติงานของบุคลากรในการป้องกันและควบคุม การบาดเจ็บที่อาจจะเกิดขึ้นในระหว่างการปฏิบัติงานโดยครอบคลุมการจัดสิ่งแวดล้อมให้เกิดความปลอดภัยและลดอันตรายขณะปฏิบัติงาน (Neal & Griffin, 1997) รวมทั้งการรายงานอุบัติการณ์ความไม่ปลอดภัยต่างๆ ตามช่องทางที่ถูกต้อง (Paker, Axtell, & Turner, 2001) การปฏิบัติงานที่ปลอดภัยในห้องผ่าตัดมีประโยชน์แก่โรงพยาบาลเป็นอย่างมาก เพราะนอกจากเป็นการลดค่าใช้จ่ายในการดูแลบุคลากรที่ได้รับบาดเจ็บและลดอัตราการขาดงานจากการบาดเจ็บจากการทำงานแล้วยังช่วยทำให้พยาบาลห้องผ่าตัดสามารถปฏิบัติงานไดมากขึ้น (Lois, 1995) ทางสำนักงานบริหารความปลอดภัยและอาชีวอนามัย (The Occupational Safety & Health Administration: OSHA, 2007) ได้กำหนดแนวทางป้องกันอันตรายจากการทำงานและการมีพฤติกรรมการทำงานที่ปลอดภัยในด้านต่างๆ ได้แก่ พฤติกรรมการป้องกันด้านกายภาพ ชีวภาพ เคมี การยศาสตร์ในการทำงาน จิตใจ และการป้องกันอุบัติเหตุจากการทำงาน

การจัดการความปลอดภัยในการทำงาน มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความสำเร็จของการบริหารงาน เพราะนอกจากจะเป็นการป้องกันอันตรายจากการทำงาน ยังช่วยลดค่าใช้จ่ายหรืองบประมาณของหน่วยงานและเป็นส่วนสำคัญในการบำรุงรักษาบุคลากร ทำให้ขวัญและกำลังใจของบุคลากรดีขึ้น  (วีณาและเกรียงศักดิ์, 2550)  การจัดการความปลอดภัยในการทำงานมีเป้าหมายเพื่อให้บุคลากรมีความปลอดภัยจากการทำงาน มีคุณภาพชีวิตการทำงานที่ดี ทำให้การปฏิบัติงานมีคุณภาพและสามารถตอบสนองความคาดหวังของผู้รับบริการได้ ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญที่ผู้บริหารทุกหน่วยงานจะต้องมุ่งเน้นการจัดการความปลอดภัยของบุคลากรในการทำงานที่ดี (อนุวัฒน์, 2541) สถาบันพัฒนาและรับรองคุณภาพ (สรพ) เห็นความสำคัญในเรื่องนี้จึงกำหนดให้การจัดการสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยสำหรับผู้รับบริการและบุคลากรในทุกหน่วยงานเป็นส่วนหนึ่งในการประเมินเพื่อรับการรับรองคุณภาพโรงพยาบาล (สรพ, 2549)  ผู้บริหารของแต่ละหน่วยงานจึงมีความรับผิดชอบโดยตรงในการจัดการให้เกิดความปลอดภัยแก่ผู้ปฏิบัติงานในองค์การ รวมทั้งต้องจูงใจให้บุคลากรในหน่วยงานเพิ่มความรับผิดชอบต่อการปฏิบัติงาน และมีพฤติกรรมการทำงานที่ปลอดภัยมากขึ้น (Keller, 1999) การจัดการความปลอดภัยที่มีประสิทธิภาพต้องดำเนินการตั้งแต่การกำหนดนโยบาย จนถึงกระบวนการควบคุม ดังแนวคิดของฟีน้านเดส-มูเนซ์, มูเตส-ฟอน และวาเกส-ซอนดัส (Fernández-Muñiz, Montes-Peón & Vázquez-Ordás, 2007) ที่อธิบายว่าการจัดการความปลอดภัยในสถานที่ทำงาน ประกอบด้วย การกำหนดนโยบายความปลอดภัย การวางแผน การสร้างแรงจูงใจให้บุคลากรมีส่วนร่วม การฝึกอบรมและการพัฒนาสมรรถนะของบุคลากร การสื่อสารและส่งต่อข้อมูล และการควบคุม และทบทวนกิจกรรมต่างๆ ดังนั้นการจัดการให้เกิดความปลอดภัยของบุคลากรในห้องผ่าตัด จึงเป็นกิจกรรมสำคัญที่หัวหน้าห้องผ่าตัดต้องดำเนินการให้มีประสิทธิภาพ เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติงานที่ปลอดภัย และป้องกันอุบัติเหตุจากการทำงานของบุคลากรในห้องผ่าตัด

ผู้วิจัยจึงสนใจศึกษาการจัดการความปลอดภัยในการทำงานของหัวหน้าห้องผ่าตัดผ่าตัด และพฤติกรรมการทำงานที่ปลอดภัย ตามการรับรู้ของพยาบาลห้องผ่าตัด โรงพยาบาลทั่วไปภาคใต้ เพื่อนำข้อมูลที่ได้ไปเป็นแนวทางในการจัดการความปลอดภัยและแนวทางส่งเสริมพฤติกรรมการทำงานที่ปลอดภัยของพยาบาลห้องผ่าตัดต่อไป

วัตถุประสงค์การวิจัย 

  1. เพื่อศึกษาการจัดการความปลอดภัยในการทำงานของหัวหน้าห้องผ่าตัด ตามการรับรู้ของพยาบาลห้องผ่าตัด โรงพยาบาลทั่วไป ภาคใต้
  2. เพื่อศึกษาพฤติกรรมการทำงานที่ปลอดภัยตามการรับรู้ของพยาบาลห้องผ่าตัด โรงพยาบาลทั่วไป ภาคใต้
  3. เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการจัดการความปลอดภัยในการทำงานของหัวหน้าห้องผ่าตัด กับพฤติกรรมการทำงานที่ปลอดภัยตามการรับรู้ของพยาบาลห้องผ่าตัด โรงพยาบาลทั่วไปภาคใต้

คำถามการวิจัย

  1. การจัดการความปลอดภัยในการทำงานของหัวหน้าห้องผ่าตัดโรงพยาบาลทั่วไป ภาคใต้ ตามการรับรู้ของพยาบาลห้องผ่าตัด อยู่ในระดับใด
  2. พฤติกรรมการทำงานที่ปลอดภัย ตามการรับรู้ของพยาบาลห้องผ่าตัด โรงพยาบาลทั่วไปภาคใต้ อยู่ในระดับใด
  3. การจัดการความปลอดภัยในการทำงานของหัวหน้าห้องผ่าตัดกับพฤติกรรมการทำงานที่ปลอดภัยตามการรับรู้ของพยาบาลห้องผ่าตัด โรงพยาบาลทั่วไป ภาคใต้ มีความสัมพันธ์กันหรือไม่ อย่างไร

สมมติฐานการวิจัย

การจัดการความปลอดภัยในการทำงานของหัวหน้าห้องผ่าตัดมีความสัมพันธ์ทางบวกกับพฤติกรรมการทำงานที่ปลอดภัยตามการรับรู้ของพยาบาลห้องผ่าตัด โรงพยาบาลทั่วไป ภาคใต้

วิธีการดำเนินการวิจัย

การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงบรรยาย (descriptive research)

ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง

ประชากร คือ พยาบาลประจำการทุกคนที่ปฏิบัติงานในห้องผ่าตัด โรงพยาบาลทั่วไป ภาคใต้ จำนวน 13 แห่ง  รวมประชากร 217 คน

กลุ่มตัวอย่าง คือ พยาบาลประจำการที่ปฏิบัติงานในห้องผ่าตัด ในโรงพยาบาลทั่วไปภาคใต้ ที่มีประสบการณ์การทำงานอย่างน้อย 1 ปี คำนวณขนาดกลุ่มตัวอย่างใช้ตารางประมาณค่าขนาดกลุ่มตัวอย่างจากตารางการวิเคราะห์อำนาจการทดสอบ (power analysis ) ของโปลิสและเบค (Polit & Beck, 2008) โดยกำหนด ที่ค่าความคลาดเคลื่อน (α) = 0.5 อำนาจการทดสอบ (Power) = 0.80  และขนาดอิทธิพล (effect size) = 0.25  ซึ่งมีขนาดอิทธิพลขนาดเล็กจากการเปิดตารางได้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 126 คน คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างโดยกำหนดโควตาจากแต่ละโรงพยาบาลเท่าๆกัน คือ โรงพยาบาลละ 10 คน ในงานวิจัยครั้งนี้ได้ขนาดกลุ่มตัวอย่าง 130 คน

การเก็บรวบรวมข้อมูล (เครื่องมือและวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล)

เครื่องมือวิจัย เป็นแบบสอบถาม ประกอบด้วย  3 ส่วน  ดังนี้

ส่วนที่ 1) ข้อมูลส่วนบุคคล

ส่วนที่ 2) แบบสอบถามการจัดการความปลอดภัยในการทำงานของหัวหน้าห้องผ่าตัดที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นตามแนวคิดการจัดการความปลอดภัยของฟีน้านเดส-มูเนซ์, มูเตส-ฟอน และวาเกส-ซอนดัส (Fernández-Muñiz, Montes-Peón & Vázquez-Ordás, 2007) ประกอบด้วย

การกำหนดนโยบายความปลอดภัย 7 ข้อ การวางแผน 7 ข้อ การสร้างแรงจูงใจให้บุคลากรมีส่วนร่วม 7 ข้อ การฝึกอบรมและการพัฒนาสมรรถนะของบุคลากร 7 ข้อ การสื่อสารและส่งต่อข้อมูล 7 ข้อ และการควบคุม และทบทวนกิจกรรมต่างๆ 7 ข้อ รวมเป็น 42 ข้อ คำตอบเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ 0 หมายถึง กิจกรรมนั้นไม่ตรงกับการปฏิบัติงานหัวหน้าห้องผ่าตัด 1 หมายถึง กิจกรรมนั้นตรงกับการปฏิบัติงานของหัวหน้าห้องผ่าตัดน้อย 2 หมายถึง กิจกรรมนั้นตรงกับการปฏิบัติงานของหัวหน้าห้องผ่าตัดปานกลาง 3 หมายถึง กิจกรรมนั้นตรงกับการปฏิบัติงานของหัวหน้าห้องผ่าตัดมาก และ 4 หมายถึง กิจกรรมนั้นตรงกับการปฏิบัติงานของหัวหน้าห้องผ่าตัดมากที่สุด การแปลผลคะแนนใช้เกณฑ์อันตรภาคชั้น โดยนำคะแนนสูงสุด-คะแนนต่ำสุด/จำนวนชั้น โดยคะแนนเฉลี่ย 0.00 - 1.33 หมายถึง การจัดการความปลอดภัยของหัวหน้าห้องผ่าตัดอยู่ในระดับต่ำ คะแนนเฉลี่ย 1.34 - 2.67 หมายถึง การจัดการความปลอดภัยของหัวหน้าห้องผ่าตัดอยู่ในระดับปานกลาง และคะแนนเฉลี่ย 2.68 - 4.00 หมายถึง การจัดการความปลอดภัยของหัวหน้าห้องผ่าตัดอยู่ในระดับสูง

ส่วนที่ 3) แบบสอบถามพฤติกรรมการทำงานที่ปลอดภัย  ที่ ผู้วิจัยสร้างขึ้นตามแนวคิดความปลอดภัยในการทำงานของสำนักงานบริหารความปลอดภัยและอาชีวอนามัย (The Occupational Safety & Health Administration: OSHA, 2007) ประกอบด้วย พฤติกรรมการทำงานที่ปลอดภัยด้านกายภาพ 4 ข้อ พฤติกรรมการทำงานที่ปลอดภัยด้านชีวภาพ 5 ข้อ พฤติกรรมการทำงานที่ปลอดภัยด้านเคมี 2 ข้อ       พฤติกรรมการทำงานที่ปลอดภัยด้านการยศาสตร์ในการทำงาน 2 ข้อ        พฤติกรรมการทำงานที่ปลอดภัยด้านจิตใจ 6 ข้อ และพฤติกรรมการทำงานที่ปลอดภัยด้านการป้องกันอุบัติเหตุ 6 ข้อ รวมเป็น 25 ข้อ คำตอบเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ 0 หมายถึงข้อความนั้นพยาบาลห้องผ่าตัดไม่เคยปฏิบัติขณะทำงาน 1 หมายถึง ข้อความนั้นพยาบาลห้องผ่าตัดปฏิบัติเป็นส่วนน้อยขณะทำงาน 2          หมายถึง ข้อความนั้นพยาบาลห้องผ่าตัดปฏิบัติเป็นบางครั้งขณะทำงาน 3  หมายถึง ข้อความนั้นพยาบาลห้องผ่าตัดปฏิบัติเป็นส่วนใหญ่ขณะทำงาน และ 4 หมายถึง ข้อความนั้นพยาบาลห้องผ่าตัดปฏิบัติทุกครั้งขณะทำงาน การแปลผลคะแนนใช้เกณฑ์อันตรภาคชั้น โดยนำคะแนนสูงสุด-คะแนนต่ำสุด/จำนวนชั้น โดยคะแนนเฉลี่ย 0.00 - 1.33 หมายถึง พฤติกรรมการทำงานที่ปลอดภัยของพยาบาลห้องผ่าตัดอยู่ในระดับต่ำ 1.34 - 2.67 หมายถึง พฤติกรรมการทำงานที่ปลอดภัยของพยาบาลห้องผ่าตัดอยู่ในระดับปานกลาง และ 2.68 - 4.00 หมายถึง พฤติกรรมการทำงานที่ปลอดภัยของพยาบาลห้องผ่าตัดอยู่ในระดับสูง

เครื่องมือผ่านการตรวจสอบความตรงด้านเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน คำนวณหาค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหา (content validity index) ของแบบสอบถามส่วนที่ 2 และ 3  ได้ค่าความตรงตามเนื้อหา เท่ากับ 0.95 และ 0.96 ตรวจสอบความเที่ยงของแบบสอบถาม โดยการหาค่าสัมประสิทธิ์แอลฟ่าของครอนบาค (Cronbach’ s alpha coefficient) ได้ค่าความเที่ยงเท่ากับ 0.98 และ 0.89 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการแจกแจงความถี่  หาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน

ผู้วิจัยใช้ระยะเวลาในการเก็บรวบรวมข้อมูล ตั้งแต่เดือนเมษายน-พฤษภาคม 2553 โดยทำหนังสือผ่านคณบดี คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ถึงผู้อำนวยการโรงพยาบาลทั่วไปภาคใต้ทั้ง 13 แห่ง เพื่อชี้แจงรายละเอียดเกี่ยวกับการวิจัยครั้งนี้ และขอความอนุเคราะห์ในการเก็บรวบรวมข้อมูลกับกลุ่มตัวอย่าง เมื่อได้รับการอนุมัติจากโรงพยาบาลแล้ว ทำหนังสือถึงหัวหน้าพยาบาลของแต่ละโรงพยาบาลเป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อขอความอนุเคราะห์ผู้ประสานงานในการเก็บข้อมูล จากนั้นติดต่อประสานงานให้ผู้ประสานงานเก็บข้อมูลของแต่ละโรงพยาบาลรับทราบถึงวัตถุประสงค์ในการทำวิจัย รายละเอียดวิธีเก็บข้อมูล จำนวนกลุ่มตัวอย่าง และคุณสมบัติของกลุ่มตัวอย่างที่ต้องการ และขอความร่วมมือในการเก็บข้อมูล รวมทั้งการรวบรวมและส่งแบบสอบถามกลับมาที่ผู้วิจัย

ผู้วิจัยส่งแบบสอบถามพร้อมซองเปล่าติดแสตมป์ไปทางไปรษณีย์ถึงผู้ประสานงาน ผ่านหัวหน้าพยาบาล ผู้ประสานงานสุ่มตัวอย่างพยาบาลห้องผ่าตัดแต่ละโรงพยาบาล โรงพยาบาลละ 10 คน รวม 130 คน แจกแบบสอบถามพร้อมซองเปล่าให้กลุ่มตัวอย่างที่สุ่มได้ โดยผู้วิจัยได้แนบจดหมายถึงกลุ่มตัวอย่างทุกคน เพื่อขอความร่วมมือในการตอบแบบสอบถาม และกำหนดระยะเวลาในการตอบแบบสอบถามภายใน 2 สัปดาห์หลังได้รับแบบสอบถาม โดยกลุ่มตัวอย่างใส่แบบสอบถามในซองปิดผนึกส่งกลับคืนให้ผู้ประสานงาน ผู้ประสานงานรวบรวมซองแบบสอบถามส่งกลับให้ผู้วิจัยทางไปรษณีย์ และตรวจสอบความครบถ้วนของข้อมูลในแบบสอบถามแต่ละฉบับ ก่อนการวิเคราะห์ข้อมูล พบว่าการศึกษานี้ได้รับแบบสอบถาม 126 ฉบับ คิดเป็นร้อยละ 96.92

การพิทักษ์สิทธิกลุ่มตัวอย่าง งานวิจัยนี้ผ่านการพิจารณาเห็นชอบจากคณะกรรมการประเมินงานวิจัยด้านจริยธรรม คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และคณะกรรมการพิจารณาจริยธรรมในคนจากโรงพยาบาลที่เป็นแหล่งเก็บรวบรวมข้อมูล โดยกลุ่มตัวอย่างได้รับคำชี้แจงเป็นลายลักษณ์อักษรถึงรายละเอียดเกี่ยวกับผู้วิจัย หัวข้อการวิจัย วัตถุประสงค์ของการวิจัย ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจากการวิจัย เพื่อให้กลุ่มตัวอย่างของการวิจัยตอบแบบสอบถามด้วยความอิสระ และเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นตามความเป็นจริง และมีสิทธิในการปฏิเสธการตอบแบบสอบถาม การตอบแบบสอบถามของกลุ่มตัวอย่าง ผู้ตอบแบบสอบถามไม่ระบุชื่อ นามสกุล เมื่อตอบแบบสอบถามเสร็จแล้ว ให้บรรจุแบบสอบถามในซองปิดผนึกที่เตรียมมาให้เรียบร้อย โดยการวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติ ผู้วิจัยได้กำหนดเป็นคะแนนเฉลี่ย และนำเสนอข้อมูลในภาพรวมไม่ชี้เฉพาะ และไม่มีผลกระทบใดๆต่อการปฏิบัติงาน และจะไม่ก่อให้เกิดความเสียหายใดๆทั้งสิ้น ทั้งต่อกลุ่มตัวอย่างและหน่วยงาน ซึ่งแบบสอบถามจะถูกเก็บเป็นความลับ

วิธีการวิเคราะห์ข้อมูล

ผู้วิจัยประมวลผลด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ และการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติดังต่อไปนี้

  1. วิเคราะห์ข้อมูลส่วนบุคคลด้วยการแจกแจงความถี่ และหาค่าร้อยละ
  2. วิเคราะห์ข้อมูลการจัดการความปลอดภัยในการทำงานของหัวหน้าห้องผ่าตัด และพฤติกรรมการทำงานที่ปลอดภัยตามการรับรู้ของพยาบาลห้องผ่าตัด  โดยหาค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน จำแนกรายข้อและรายด้าน
  3. วิเคราะห์หาความสัมพันธ์ระหว่างการจัดการความปลอดภัยในการทำงานของหัวหน้าห้องผ่าตัดกับพฤติกรรมการทำงานที่ปลอดภัยของพยาบาลห้องผ่าตัด โรงพยาบาลทั่วไปภาคใต้ โดยหาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน (Pearson’ s product moment correlation coefficient) และได้ตรวจสอบการแจกแจงข้อมูลแบบโค้งปกติโดยการทดสอบสถิติ One-sample kolmogorov-smirnov test

ผลการวิจัย

ตาราง 1

จำนวน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ข้อมูลส่วนบุคคลของพยาบาลห้องผ่าตัด (N = 126)

ข้อมูลส่วนบุคคล

M

SD

Max

Min

จำนวน

ร้อยละ

เพศ

ชาย

 

 

 

 

5

3.97

 

หญิง

 

 

 

 

121

96.03

 

อายุ

38.35

7.95

59

23

 

 

21- 25 ปี

 

 

 

 

11

8.73

 

26-30  ปี

 

 

 

 

7

5.55

 

31-35  ปี

 

 

 

 

33

26.19

 

36-40  ปี

 

 

 

 

23

18.25

 

41 ปีขึ้นไป

 

 

 

 

51

40.48

ประสบการณ์การทำงานในห้องผ่าตัด

13.76

8.64

38

1

 

 

 

1-5   ปี

 

 

 

 

30

23.81

 

6-10 ปี

 

 

 

 

15

11.90

 

11-15 ปี

 

 

 

 

30

23.81

 

16-20 ปี

 

 

 

 

18

14.29

 

21 ปีขึ้นไป

 

 

 

 

33

26.19

แผนกผ่าตัดที่ปฏิบัติงานอยู่ในปัจจุบัน

 

 

 

 

 

 

 

ศัลยกรรมทั่วไป

 

 

 

 

8

6.35

 

ศัลยกรรมจักษุ

 

 

 

 

2

1.59

 

ศัลยกรรมโสต ศอ นาสิก

 

 

 

 

3

2.38

 

สูติ-นรีเวชกรรม

 

 

 

 

1

0.79

 

ศัลยกรรมกระดูกและข้อ

 

 

 

 

8

6.35

 

หมุนเวียนทุกแผนก

 

 

 

 

102

80.95

ประสบการณ์ในการประชุม/อบรมเกี่ยวกับความปลอดภัยในการทำงานในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา

 

ไม่เคย

 

 

 

 

96

76.19

 

เคยได้รับ

 

 

 

 

30

23.81

การมีส่วนร่วมเป็นกรรมการในงานคุณภาพ/ความปลอดภัยของห้องผ่าตัด/โรงพยาบาล

 

ไม่มี

 

 

 

 

84

66.66

 

มี

 

 

 

 

42

33.34

จากตาราง 1 พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ 96.03 มีอายุเฉลี่ย 38.35 ปี อยู่ในช่วงอายุ 41 ปีขึ้นไป ร้อยละ 40.48 รองลงมามีอยู่ในช่วง 31-35 ปี ร้อยละ 26.19 มีประสบการณ์การทำงานในห้องผ่าตัดเฉลี่ย 13.76 ปี โดยมีประสบการณ์การทำงานในห้องผ่าตัดมากกว่า 21 ปี ร้อยละ 26.19 รองลงมา ได้แก่ 1-5 ปี และ 11-15 ปี ร้อยละ 23.81 เท่ากัน กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีลักษณะการปฏิบัติงานในห้องผ่าตัดโดยการหมุนเวียนทุกแผนกร้อยละ 80.95 รองลงมาปฏิบัติงานในแผนกศัลยกรรมทั่วไป และศัลยกรรมกระดูกและข้อ ร้อยละ 6.35 เท่ากัน

ในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา กลุ่มตัวอย่างมีประสบการณ์ในการประชุม/อบรมเกี่ยวกับความปลอดภัยในการทำงานเพียงร้อยละ 23.81 และกลุ่มตัวอย่างร้อยละ 33.34 มีส่วนร่วมเป็นกรรมการในงานคุณภาพ/ความปลอดภัยของห้องผ่าตัด/โรงพยาบาล

 

ตาราง 2

ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และระดับของคะแนนการจัดการความปลอดภัยในการทำงานของหัวหน้าห้องผ่าตัดโรงพยาบาลทั่วไป ภาคใต้ โดยรวมและรายด้าน (N = 126)

การจัดการความปลอดภัยในการทำงาน

M

SD

ระดับ

การวางแผน

2.91

0.76

สูง

การสื่อสารและส่งต่อข้อมูล

2.76

0.75

สูง

การควบคุมและการทบทวนกิจกรรมต่างๆ

2.74

0.79

สูง

การกำหนดนโยบายความปลอดภัย

2.70

0.76

สูง

การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของบุคลากร

2.54

0.84

ปานกลาง

การฝึกอบรมและพัฒนาสมรรถนะบุคลากรด้านความปลอดภัย

2.32

0.88

ปานกลาง

รวม

2.66

0.71

ปานกลาง

 

จากตาราง 2 พบว่า คะแนนเฉลี่ยการจัดการความปลอดภัยในการทำงานของหัวหน้าห้องผ่าตัดโรงพยาบาลทั่วไปภาคใต้ โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง และเมื่อจำแนกรายด้านพบว่า การจัดการความปลอดภัยในการทำงานของหัวหน้าห้องผ่าตัดในด้านการวางแผน การสื่อสารและการส่งต่อข้อมูล การควบคุมและการทบทวนกิจกรรมต่างๆ การกำหนดนโยบายความปลอดภัย และการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของบุคลากร มีคะแนนเฉลี่ยอยู่ในระดับสูง ยกเว้นการจัดการความปลอดภัยในการทำงานของหัวหน้าห้องผ่าตัดในด้านการฝึกอบรมและพัฒนาสมรรถนะบุคลากรด้านความปลอดภัย ที่มีคะแนนเฉลี่ยอยู่ในระดับปานกลาง

 

ตาราง 3

ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และระดับของคะแนนพฤติกรรมการทำงานที่ปลอดภัยของพยาบาลห้องผ่าตัด โรงพยาบาลทั่วไป ภาคใต้ จำแนกรายรายด้าน (N =126)

พฤติกรรมการทำงานที่ปลอดภัย

M

SD

ระดับ

  1. ด้านชีวภาพ

3.62

0.41

สูง

  1. ด้านกายภาพ

3.49

0.51

สูง

  1. ด้านเคมี

3.43

0.65

สูง

  1. การยศาสตร์ในการทำงาน

3.43

0.56

สูง

  1. การป้องกันอุบัติเหตุจากการทำงาน

3.00

0.54

สูง

  1. ด้านจิตใจ

2.69

0.65

สูง

รวม

3.23

0.38

สูง

 

จากตาราง 3 พบว่า คะแนนเฉลี่ยของพฤติกรรมการทำงานที่ปลอดภัยโดยรวม และรายด้านอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะพฤติกรรมการทำงานที่ปลอดภัยด้านชีวภาพที่มีระดับสูงสุด และพฤติกรรมการทำงานที่ปลอดภัยด้านจิตใจอยู่ในระดับต่ำสุด

 

ตาราง 4

ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ระหว่างการจัดการความปลอดภัยของหัวหน้าห้องผ่าตัด กับพฤติกรรมการทำงานที่ปลอดภัย ของพยาบาลห้องผ่าตัด โรงพยาบาลทั่วไป ภาคใต้ (N =126)

ตัวแปร

SM

SB

การจัดการความปลอดภัยในการทำงาน(SM)

1

 

พฤติกรรมการทำงานที่ปลอดภัย(SB)

.46**

1

** p ≤ .01

เมื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างการจัดการความปลอดภัยของหัวหน้าห้องผ่าตัด กับพฤติกรรมการทำงานของพยาบาลห้องผ่าตัด โดยใช้สถิติสหสัมพันธ์เพียร์สัน พบว่า การจัดการความปลอดภัยของหัวหน้าห้องผ่าตัดมีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับปานกลาง กับพฤติกรรมการทำงานที่ปลอดภัยโดยรวมของพยาบาลห้องผ่าตัดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ดังตาราง 4

การอภิปรายผล

แม้ว่าการจัดการความปลอดภัยในการทำงานของหัวหน้าห้องผ่าตัดโรงพยาบาลทั่วไป ภาคใต้ โดยรวม มีคะแนนเฉลี่ยอยู่ในระดับปานกลาง (M=2.70, SD=0.76)(ตาราง 2)  แต่เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ด้านที่มีคะแนนเฉลี่ยสูงสุด 2 ด้านคือ ด้านการวางแผน (M=2.91, SD=0.76) และ ด้านการสื่อสารและการส่งต่อข้อมูล (M=2.76, SD=0.75) อภิปรายได้ดังนี้ การจัดการความปลอดภัยในการทำงานของหัวหน้าห้องผ่าตัดโรงพยาบาลทั่วไป ภาคใต้ ด้านการวางแผนมีค่าคะแนนเฉลี่ยอยู่ในระดับสูง (M=2.91, SD=0.76)  (ตาราง 2) อภิปรายได้ว่า หัวหน้าห้องผ่าตัดให้ความสำคัญในการวางแผนงานที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของบุคลากร อีกทั้งหัวหน้าห้องผ่าตัดถือเป็นผู้บริหารระดับต้นที่มีประสบการณ์ในด้านการบริหาร ซึ่งมีความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับการวางแผน และการวางแผน ถือเป็นงานอันดับแรกของกระบวนการบริหารและเทคนิคพื้นฐานที่สำคัญของการบริหาร (ฟาริดา, 2542) สอดคล้องกับการศึกษาของศุภนาฎ (2553) พบว่า การจัดการความปลอดภัยในสถานที่ทำงานของหัวหน้าหอผู้ป่วยตามการรับรู้ของพยาบาลประจำการในด้านการวางแผน การปฏิบัติ การตรวจสอบ และการปรับปรุง อยู่ในระดับสูง นอกจากนี้สถาบันพัฒนาและรับรองคุณภาพโรงพยาบาล (สรพ, 2551) ได้กำหนดให้โรงพยาบาลที่รอรับการประเมินและผ่านการประเมินคุณภาพต้องมีการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยของบุคลากร ทำให้หัวหน้าห้องผ่าตัดซึ่งเป็นผู้บริหารระดับต้นของกลุ่มการพยาบาลต้องมีบทบาทโดยตรงในการนำนโยบายด้านการจัดการความปลอดภัยของบุคลากรไปจัดการในระดับหน่วยงานทั้งในด้านการวางแผน การสื่อสารและการส่งต่อข้อมูล การควบคุมและการทบทวนกิจกรรมต่างๆ การกำหนดนโยบายความปลอดภัย การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของบุคลากร และการฝึกอบรมและพัฒนาสมรรถนะบุคลากรด้านความปลอดภัย จะเห็นได้ว่าการจัดการความปลอดภัยในการทำงานภายในองค์การจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการดำเนินการอย่างเป็นระบบ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและมีความต่อเนื่อง ดังนั้นหน้าที่การบริหารที่จำเป็นอันดับแรก คือ การวางแผน ซึ่งเป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการทรัพยากรในหน่วยงาน ผู้บริหารการพยาบาลจำเป็นต้องจัดการทรัพยากรบุคคล วัสดุอุปกรณ์ และงบประมาณให้เกิดคุณภาพสูงสุด อันจะส่งผลถึงการบริการพยาบาลที่มีคุณภาพ และเป็นแนวทางในการจัดการความปลอดภัยในการทำงาน สำหรับการจัดการความปลอดภัยในการทำงานของหัวหน้าห้องผ่าตัดโรงพยาบาลทั่วไป ภาคใต้ ในด้านการสื่อสารและการส่งต่อข้อมูล มีค่าคะแนนเฉลี่ยอยู่ในระดับสูง (M=2.76, SD=0.75)  (ตาราง 2) อภิปรายได้ว่าหัวหน้าห้องผ่าตัดมีการจัดการความปลอดภัยในการทำงานด้านการสื่อสารและการส่งต่อข้อมูลที่ดี การศึกษาครั้งนี้สอดคล้องกับโอบเอื้อ (2542) พบว่า หัวหน้าหอผู้ป่วยโรงพยาบาลทั่วไป เขตภาคเหนือ รับรู้การติดต่อสื่อสารในกระบวนการบริหาร อยู่ในระดับมาก ความสามารถในการสื่อสารถือเป็นความสามารถที่จำเป็นต่อการบริหารงานที่ก่อให้เกิดประสิทธิภาพ ในการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของบุคลากรทางการพยาบาล เนื่องจากทำให้ผู้ปฏิบัติเกิดการรับรู้และเข้าใจถึงเป้าหมายของงาน สามารถนำข้อมูลต่างๆไปเชื่อมโยง และช่วยให้การตัดสินใจวางแผน และการปฏิบัติเป็นไปในทางเดียวกัน สำหรับผู้บริหารจะสามารถรับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาการของบุคลากรได้ หากการสื่อสารไม่ดีหรือไม่มีประสิทธิภาพ จะก่อให้เกิดผลเสียต่อระบบงานและคุณภาพบริการ และก่อให้เกิดความเครียดได้ ดังนั้นผู้บริหารต้องสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพแก่บุคลากรเกี่ยวกับความปลอดภัย จากนโยบาย การปฏิบัติ และแนวทางปฏิบัติ อย่างเป็นทางการ เพื่อแสดงความห่วงใยและต้องการสร้างและรักษาสภาพแวดล้อมในการทำงานให้มีความปลอดภัย จากการศึกษาพบว่า องค์การที่มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารระหว่างบุคลากรกับหัวหน้า และบุคลากรด้วยกัน ทำให้บุคลากรมีความสะดวกในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้อย่างสมบูรณ์ สามารถรับรู้การปฏิบัติงานที่ปลอดภัยและปฏิเสธการปฏิบัติงานที่ไม่ปลอดภัย การติดต่อสื่อสารที่มีคุณภาพเป็นสิ่งจำเป็นต่อการเรียนรู้และป้องกันอุบัติการณ์จากการปฏิบัติงานที่ไม่ปลอดภัย (Weick, 1987 cited in Baring et al., 2001) อย่างไรก็ตามในปัจจุบัน เทคโนโลยีสารสนเทศกลายเป็นเครื่องมือสำคัญอย่างหนึ่งในระบบสุขภาพ ดังนั้นหัวหน้าห้องผ่าตัดควรให้ความสำคัญในเรื่องนี้ เพราะเป็นเครื่องมือสำคัญในการเชื่อมโยงไปสู่การกระตุ้นให้มีการทำวิจัยและสร้างนวัตกรรมขึ้น เกิดองค์ความรู้และนวัตกรรมใหม่ในหน่วยงาน นอกจากนี้หัวหน้าหอผู้ป่วยจำเป็นที่จะกระตุ้นให้บุคลากรในหน่วยงานเห็นความสำคัญในเรื่องนี้ด้วย เพื่อทำให้การสื่อสารการประชาสัมพันธ์ของหอผู้ป่วยมีประสิทธิภาพมากขึ้น (ดาวขจร, 2547 อ้างตาม วันทนีย์, 2549)

พฤติกรรมการทำงานที่ปลอดภัยของพยาบาลห้องผ่าตัดมีคะแนนเฉลี่ย โดยรวมอยู่ในระดับสูง (M=3.23, SD=0.38) (ตาราง 2)  อภิปรายได้ว่า พยาบาลห้องผ่าตัดส่วนใหญ่มีประสบการณ์การทำงานมากกว่า 5 ปีขึ้นไปร้อยละ 76.19 อาจเป็นไปได้ว่า พยาบาลห้องผ่าตัดที่มีประสบการณ์การทำงานนานขึ้น ได้มีการเรียนรู้จากประสบการณ์การเกิดอุบัติเหตุ และความเจ็บป่วยจากการกระทำที่ไม่ปลอดภัย ซึ่งเบนเนอร์ (Benner, 1984) กล่าวว่าระยะเวลาในการปฏิบัติงาน 3-5 ปี เป็นระยะที่มีประสบการณ์สามารถมองสถานการณ์ได้ในภาพรวม มีความสามารถในการตัดสินใจ มีความสามารถในการสังเกต ทำให้มีประสบการณ์ที่เพียงพอต่อการคิด วิเคราะห์หรือตัดสินใจ สอดคล้องกับการศึกษาของภาวนา (2544) เกี่ยวกับการปฏิบัติงานที่ปลอดภัยของพยาบาลห้องผ่าตัด พบว่าการปฏิบัติงานที่ปลอดภัยของพยาบาลห้องผ่าตัดโดยรวมอยู่ในระดับสูง อันเนื่องมาจากกลุ่มตัวอย่างเป็นพยาบาลห้องผ่าตัดที่มีประสบการณ์การทำงานตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไปมากถึงร้อยละ 71.1 สอดคล้องกับการศึกษาของสมพร (2548) ที่ศึกษาความปลอดภัยในงานบริการพยาบาลผู้ป่วยผ่าตัดของโรงพยาบาลศูนย์ พบว่า คะแนนความปลอดภัยด้านทักษะผิดพลาด การตัดสินใจผิดพลาด และการรับรู้ผิดพลาดของพยาบาลห้องผ่าตัดโรงพยาบาลศูนย์ที่ยังไม่ได้รับการรับรองคุณภาพโรงพยาบาลสูงกว่าพยาบาลห้องผ่าตัดของโรงพยาบาลศูนย์ที่ได้รับการรับรองคุณภาพโรงพยาบาลทุกด้าน เนื่องจากพยาบาลกลุ่มตัวอย่างของห้องผ่าตัดโรงพยาบาลที่ยังไม่ได้รับการรับรองคุณภาพโรงพยาบาล ส่วนใหญ่มีประสบการณ์การทำงานในช่วง 16-20 ปี และปฏิบัติงานในหลายแผนกถึงร้อยละ 66 ในขณะที่พยาบาลกลุ่มตัวอย่างของห้องผ่าตัดโรงพยาบาลที่ได้รับการรับรองคุณภาพโรงพยาบาลส่วนใหญ่มีประสบการณ์การทำงานในช่วง 1-6 ปี ปฏิบัติงานในหลายแผนกเพียงร้อยละ 43.1 แม้ว่าจากการศึกษาพบกลุ่มตัวอย่างมีประสบการณ์ในการประชุม/อบรมเกี่ยวกับความปลอดภัยในการทำงานในรอบ 1 ปีที่ผ่านเพียงร้อยละ 23.81 แต่การเข้าร่วมกิจกรรมเกี่ยวกับความปลอดภัยมีผลให้เกิดความปลอดภัยในการทำงานได้เช่นกัน แม้ว่าจะไม่ก่อให้เกิดความปลอดภัยต่อผู้ปฏิบัติงานโดยตรง (Neal & Griffin, 1997)  เพราะลักษณะการทำงานในห้องผ่าตัดต้องอาศัยความร่วมมือในการทำงานเป็นทีม ไม่สามารถปฏิบัติงานได้สำเร็จโดยบุคคลเพียงคนเดียว ดังเช่นการศึกษาของสมสมร (2544) ศึกษาพบว่า การทำงานเป็นทีมของทีมสุขภาพมีความสัมพันธ์ทางบวกกับประสิทธิผลของหอผู้ป่วย โดยมีเป้าหมายร่วมกัน มีส่วนร่วมในการดำเนินงาน การติดต่อสื่อสาร การรับผิดชอบร่วมกัน และความไว้วางใจ การมีประสิทธิภาพของการทำงานเป็นทีมจะเป็นไปได้ด้วยดีเพียงใดนั้นจึงมีความสำคัญส่วนหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมในการทำงาน จากการศึกษาของภาวนา (2544) พบว่าพยาบาลห้องผ่าตัดมีการเข้าร่วมกิจกรรมความปลอดภัยอยู่ในระดับสูง ซึ่งเป็นการส่งเสริมสภาพแวดล้อมการทำงานให้มีความปลอดภัย รวมถึงการช่วยเหลือเพื่อนร่วมงานให้ปฏิบัติงานได้อย่างปลอดภัย ซึ่งหากพยาบาลห้องผ่าตัดไม่ปฏิบัติให้สภาพแวดล้อมในการทำงานมีความปลอดภัย หรือเพื่อนร่วมงานไม่ได้รับการช่วยเหลือและได้รับบาดเจ็บจนต้องหยุดงาน ผลกระทบที่เกิดขึ้นจะทำให้พยาบาลห้องผ่าตัดที่เหลืออยู่ต้องปฏิบัติงานหนักเพิ่มมากขึ้น หรืออาจได้รับอันตรายจากสภาพแวดล้อมที่ไม่ได้รับการแก้ไข ดังนั้นเพื่อให้เกิดความปลอดภัยในสถานที่ทำงาน จำเป็นที่จะต้องส่งเสริมการจัดสิ่งแวดล้อม อาคารสถานที่ เครื่องมือ อุปกรณ์ และสิ่งอำนวยความสะดวกให้มีความสะดวกปลอดภัย มีคุณภาพและประสิทธิภาพ (เบญจมาศ, 2544) รวมไปถึงการบริหารเพื่อลดอันตรายในห้องผ่าตัด เนื่องจากการรับรองคุณภาพนั้น นอกจากจะรับรองความมุ่งมั่นต่อการพัฒนาคุณภาพแล้ว ยังต้องทำให้กระบวนการเป็นมาตรฐานและมีความเสี่ยงน้อยที่สุด (ภาวนา, 2544)

การจัดการความปลอดภัยในการทำงานของหัวหน้าห้องผ่าตัด มีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับปานกลางกับพฤติกรรมการทำงานที่ปลอดภัยของพยาบาลห้องผ่าตัดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r=.46, p ≤.01) (ตาราง 4) แสดงว่า การจัดการความปลอดภัยในการทำงานของหัวหน้าห้องผ่าตัดส่งผลให้พยาบาลห้องผ่าตัดมีพฤติกรรมการทำงานที่ปลอดภัย ซึ่งสอดคล้องกับการศึกษาของแก้วฤทัย (2548) ที่พบว่า การรับรู้การจัดการความปลอดภัยมีความสัมพันธ์ทางบวกกับพฤติกรรมความปลอดภัยในการทำงานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ทั้งนี้เนื่องมาจากก่อนการเกิดพฤติกรรมมนุษย์จะต้องมีการรับรู้เกิดขึ้นก่อนแล้วจึงนำการรับรู้นั้นมาคิด และตัดสินใจ จากนั้นจึงแสดงออกเป็นพฤติกรรม (สุรพล, 2541 อ้างตาม แก้วฤทัย, 2548) บุคลากรมีการรับรู้อยู่ในระดับดีมากทำให้แปลความหมายสิ่งเร้าต่างๆได้ดี ซึ่งสิ่งเร้าในที่นี้คือ การจัดการความปลอดภัย รวมทั้งการได้รับการฝึกอบรมเกี่ยวกับความปลอดภัยอย่างสม่ำเสมอ ทำให้บุคลากรมีความรู้เกี่ยวกับการปฏิบัติงานที่ปลอดภัย ดังนั้นเมื่อบุคลากรมีการรับรู้การจัดการความปลอดภัยอยู่ในระดับดีมาก จึงส่งผลให้มีพฤติกรรมความปลอดภัยในการทำงานอยู่ในระดับดีมากด้วย แต่จากการวิจัยครั้งนี้พบว่ามีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับปานกลาง อาจเป็นเพราะว่าพยาบาลห้องผ่าตัดส่วนใหญ่ (ร้อยละ 76.19) มีประสบการณ์ในการประชุม/อบรมเกี่ยวกับความปลอดภัยในการทำงานน้อย ซึ่งสอดคล้องกับการศึกษาของนิตยา (2547) พบว่า บุคลากรกลุ่มที่เคยมีประสบการณ์การฝึกอบรมด้านความปลอดภัย มีค่าเฉลี่ยของคะแนนพฤติกรรมการทำงานที่ปลอดภัยสูงกว่าบุคลากรกลุ่มที่ไม่เคยมีประสบการณ์การฝึกอบรมความปลอดภัย การส่งเสริมให้บุคลากรมีพฤติกรรมการทำงานที่ปลอดภัยเป็นสิ่งจำเป็น ดังนั้นองค์การควรมีการกำหนดนโยบาย และการวางแผนเกี่ยวกับการฝึกอบรมความปลอดภัยอย่างเหมาะสม ผลการวิจัยครั้งนี้สอดคล้องกับการศึกษาของภาวนา (2544) พบว่าการสนับสนุนจากหัวหน้าห้องผ่าตัดมีความสัมพันธ์ทางบวกกับการปฏิบัติงานที่ปลอดภัยของพยาบาลห้องผ่าตัด แสดงให้เห็นว่าการสนับสนุนจากหัวหน้าห้องผ่าตัดมีความเกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานหรือการมีพฤติกรรมการทำงานที่ปลอดภัย โดยพยาบาลห้องผ่าตัดได้รับการสนับสนุนจากหัวหน้าในระดับสูง จะทำให้พยาบาลห้องผ่าตัดมีพฤติกรรมการทำงานที่ปลอดภัยในระดับสูงขึ้นเช่นกัน ซึ่งหมายถึงองค์การที่ผู้นำมีความยึดมั่นต่อความปลอดภัย มีพฤติกรรมของผู้นำที่ให้การสนับสนุน แสดงความเอาใจใส่ต่อความปลอดภัยของบุคลากร เปิดโอกาสให้บุคลากรเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหาร สามารถแสดงความคิดเห็นและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการทำงาน จะเป็นการจูงใจให้บุคลากรปฏิบัติงานที่ปลอดภัยสูงขึ้น (Barling, Kelloway, & Iverson, 2001)

สรุปผลการวิจัย

จากผลการวิจัย พบว่า ค่าเฉลี่ยของการจัดการความปลอดภัยของหัวหน้าห้องผ่าตัดตามการรับรู้ของพยาบาลห้องผ่าตัดโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง (M=2.66, SD=0.71) แต่ค่าเฉลี่ยของพฤติกรรมการทำงานที่ปลอดภัยของพยาบาลห้องผ่าตัดโดยรวมอยู่ในระดับสูง (M=3.23, SD=0.38) แสดงให้เห็นว่า การจัดการความปลอดภัยในการทำงานเป็นปัจจัยหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมการทำงานที่ปลอดภัย แต่อาจมีปัจจัยอื่นที่ส่งผลทางบวกต่อพฤติกรรมการทำงานที่ปลอดภัย เช่น ประสบการณ์การทำงาน การเข้าร่วมกิจกรรมความปลอดภัย  การมีส่วนร่วมในการเป็นกรรมการคุณภาพ/ความปลอดภัยของหน่วยงานหรือโรงพยาบาล เป็นต้น เมื่อพิจารณาถึงความสัมพันธ์ พบว่า การจัดการความปลอดภัยของหัวหน้าห้องผ่าตัดตามการรับรู้ของพยาบาลห้องผ่าตัดมีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับปานกลางกับพฤติกรรมการทำงานที่ปลอดภัยของพยาบาลห้องผ่าตัด (r=.46, p≤.01)

ผลการวิจัยสามารถนำไปเป็นข้อมูลในการวางแผนและกำหนดแนวทางในการจัดการความปลอดภัยในการทำงานและส่งเสริมการมีพฤติกรรมการทำงานที่ปลอดภัย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารงานป้องกันการเกิดอุบัติเหตุและอันตรายต่างๆที่อาจจะเกิดขึ้นในระหว่างการทำงาน

ข้อเสนอแนะ

ด้านการบริหารการพยาบาล ควรส่งเสริมการมีส่วนร่วม และสนับสนุนการฝึกอบรมเกี่ยวกับความปลอดภัย เพื่อให้เกิดพฤติกรรมการทำงานที่ปลอดภัย

ด้านการปฏิบัติการพยาบาล ควรส่งเสริมการมีพฤติกรรมการทำงานที่ปลอดภัย จากการศึกษาแม้ว่าพยาบาลห้องผ่าตัดจะมีพฤติกรรมการทำงานที่ปลอดภัยสูงในทุกด้าน แต่ให้ความสำคัญด้านจิตใจเป็นลำดับสุดท้าย

ด้านการวิจัย ควรเก็บข้อมูลพฤติกรรมการทำงานที่ปฏิบัติจริง โดยเก็บจากการสังเกต และนำมาเปรียบเทียบกับผลการปฏิบัติงานที่พยาบาลรายงานด้วยตัวเอง

Abstract

The objectives of this descriptive research were to study head nurse’s work safety management perceived by perioperative nurses, safety behaviors of perioperative nurses and the relationships between head nurse’ work safety management perceived by perioperative nurses and safety behaviors of perioperative nurses in general hospitals, southern of Thailand. One hundred and twenty six perioperative nurses were selected by simple random sampling technique. The instrument was a questionnaire developed by the researcher covering 3 parts, namely (1) the demographic data form, (2) the head nurse’s work safety management, which was developed by the researcher based on the safety management framework of Fernández-Muñiz, Montes-Peón & Vázquez-Ordás, 2007, (3) the safety behavior of perioperative nurses, which was developed under the framework of safety in work of the Occupational Safety & Health Administration, 2007. The contents of parts 2 and 3 of the questionnaire were validated by three experts, yielding a content validity index (CVI) of .95 and .96 respectively. Data were analyzed using frequency, percentage, mean, standard deviation and Pearson’ s product moment correlation coefficient.

The results showed that the mean total score of head nurse’s work safety management was at a medium level (M=2.66, SD=0.71). The mean total score of safety behavior of perioperative nurses was at a high level (M=3.23, SD=0.38). Head nurse’s work safety management perceived by perioperative nurses was significantly and positively related to safety behavior of perioperative nurses (r=.46) at the .01 level. The results of this study can be used for planning and creating safety management in the workplace, promoting safety behavior and decreasing the incidence of occupational hazards that will facilitate high organizational performance.

Keywords: Work safety management, Safety behavior

เอกสารอ้างอิง

กุลยา ตันติผลาชีวะ, และส่งศรี กิตติรักษ์ตระกูล. (2541). วิชาชีพการพยาบาลในยุคเศรษฐกิจถดถอย. สารสภาการพยาบาล, 13 (1), 1-7.

แก้วฤทัย แก้วชัยเทียน. (2548). การรับรู้การจัดการความปลอดภัยและพฤติกรรมความปลอดภัยในการทำงานของพนักงานระดับปฏิบัติการ. วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต สาขาวิชาจิตวิทยาอุตสาหกรรมและองค์การ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, กรุงเทพมหานคร.

จิราภรณ์ ศานติสุข, และจุฑามาศ ค้าแพรดี. (2547). การบริหารความเสี่ยงทางการพยาบาลในห้องผ่าตัด. ใน อุษาวดี อัศดรวิเศษ (บรรณาธิการ) ประเด็นและแนวโน้มในการพยาบาลผ่าตัด 2. (79 - 87). กรุงเทพมหานคร :  คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.

นิตยา โพธิ์ศรีขาม. (2547). ความสัมพันธ์ระหว่างบุคลิกภาพ การรับรู้ความเสี่ยง กับพฤติกรรมการทำงานที่ปลอดภัยของพนักงานระดับปฏิบัติการ : ศึกษากรณีโรงงานประกอบรถยนต์แห่งหนึ่งในจังหวัดสมุทรปราการ.วิทยานิพนธ์ ปริญญาวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาจิตวิทยาอุตสาหกรรม ภาควิชาจิตวิทยา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, กรุงเทพมหานคร

เบญจมาศ หล่อสุวรรณ. (2544). ปัจจัยคัดสรร ลักษณะส่วนบุคคล การรับรู้เกี่ยวกับสภาวะสุขภาพและการรับรู้เกี่ยวกับสภาพแวดล้อมในการปฏิบัติงานที่มีผลต่อความเหนื่อยหน่ายในการปฏิบัติงานพยาบาลวิชาชีพ : กรณีศึกษาพยาบาลในห้องผ่าตัดใหญ่ โรงพยาบาลสังกัดกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข. วิทยานิพนธ์ วิทยาศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาการพยาบาลสาธารณสุข คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, เชียงใหม่.

เพชรไสว ลิ้มตระกูล, ประสบสุข ศรีแสนปาน, สร้อย อนุสรณ์ธีรกุล, ปิยนุช บุญเพิ่ม, อุสาห์ ศุภรพันธ์ และสมจิต แดนสีแก้ว. (2546). การสังเคราะห์แนวทางการป้องกันการติดเชื้อ เอช ไอ วี จากการให้บริการทางการแพทย์และการพยาบาล. วารสารคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น. 26(3).53-60.

ฟาริดา อิบราฮิม. (2542). สาระการบริหารการพยาบาล. โครงการพัฒนาตำรา สาขาพยาบาลศาสตร์ คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์สามเจริญพาณิชย์ (กรุงเทพฯ)จำกัด.

ภาวนา ประดิษฐ์. (2544). ความสัมพันธ์ระหว่างความอิสระในงาน ความคาดหวังในบทบาท บริบทสนับสนุน กับการปฏิบัติงานที่ปลอดภัยตามการรับรู้ของพยาบาลห้องผ่าตัด โรงพยาบาลรัฐ กรุงเทพมหานคร. วิทยานิพนธ์ปริญญาพยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการพยาบาล คณะพยาบาลศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, กรุงเทพมหานคร.

วันทนีย์ คุปวานิชพงษ์. (2549). การพัฒนาแบบประเมินคุณภาพการปฏบัติงานของพยาบาลวิชาชีพที่ปฏิบัติงานในห้องผ่าตัด. วิทยานิพนธ์ปริญญาครุศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาวิชาวิจัยและประเมินผลการศึกษา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎอุบลราชธานี, อุบลราชธานี.

วีณา จีระแพทย์, และเกรียงศักดิ์ จีระแพทย์. (2550). การบริหารความปลอดภัยของผู้ป่วย: แนวคิด กระบวนการ และแนวปฏิบัติความปลอดภัยทางคลินิก. กรุงเทพมหานคร: บริษัทด่านสุทธาการพิมพ์ จำกัด.

ศุภนาฏ ยินเจริญ. (2553). การจัดการความปลอดภัยของหัวหน้าหอผู้ป่วย วัฒนธรรมความปลอดภัยในสถานที่ทำงานและคุณดภาพชีวิตการทำงานของพยาบาลประจำการในโรงพยาบาลทั่วไปภาคใต้. วิทยานิพนธ์ปริญญาพยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการพยาบาล คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์, สงขลา.

สถาบันพัฒนาและรับรองคุณภาพโรงพยาบาล. (2551). มาตรฐานโรงพยาบาลและบริการสุขภาพฉบับเฉลิมพระเกียรติฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี. (พิมพ์ครั้งที่ 1). นนทบุรี: บริษัทหนังสือดีวัน จำกัด.

สมพร เจษฎาญาณเมธา. (2548). ความปลอดภัยในงานบริการพยาบาลผู้ป่วยผ่าตัดของโรงพยาบาลศูนย์. วิทยานิพนธ์พยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต สาขาการบริหารการพยาบาล คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร, พิษณุโลก.

สมสมร เรืองวรบูรณ์. (2544). ความสัมพันธ์ระหว่างความสามารถด้านการบริหารของหัวหน้าหอผู้ป่วย การทำงานเป็นทีมของทีมสุขภาพกับประสิทธิผลของหอผู้ป่วย ตามการรับรู้ของพยาบาลประจำการ โรงพยาบาลทั่วไป สังกัดกระทรวงสาธารณสุข. วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต สาขาการบริหารการพยาบาล คณะพยาบาลศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, กรุงเทพมหานคร

สำนักโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม. (2551). คู่มือประเมินความเสี่ยงจากการทำงานของบุคลากรในโรงพยาบาล.

. วันที่ค้นข้อมูล 16 ตุลาคม 2552 จากเวบไซต์http://beid.ddc.moph.go.th/th/index.php?option=com_content&task=view&id=2110271&Itemid=242.

อนุวัฒน์ ศุภชุติกุล. (2541). การบริหารความเสี่ยง,. ในการประชุมระดับชาติเรื่อง การพัฒนาและรับรองคุณภาพโรงพยาบาล ครั้งที่ 1. 24-26 พฤศจิกายน 2541. กรุงเทพมหานคร.

อุษาวดี อัศดรวิเศษ. (2547). ประเด็นและแนวโน้มในการพยาบาลผ่าตัด 2. คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.

โอบเอื้อ หิรัญรัศ.(2542). การติดต่อสื่อสารในกระบวนการบริหารงานของหัวหน้าหอผู้ป่วยตามการรับรู้ของหัวหน้าหอผู้ป่วยและพยาบาลประจำการ โรงพยาบาลทั่วไป เขตภาคเหนือ. วิทยานิพนธ์พยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการพยาบาล มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, เชียงใหม่.

Barling, J., and Zacharators, A. (2001). Human resource management and occupational safety. School of Business, Queen’s University, Kington, Ontario.

Barling, J., Kelloway, K.E., and Iverson, R.D. (2001). High quality work, employee morale and occupational injuries. School of Business, Queen’s University, Kington, Ontario.

Benner, P. (1984). From novice to expert: Excellence and power in clinical nursing practice. California, N.Y.: Addison-Wesley.

Bradley, N. D., Thomas, E. V., Kimberly, D. M., Susan, E. B., Robert, F. W., Kristi, J. F., and James, C. T. (2003). Percutaneous Injury, Blood Exposure, and Adherence to Standard Precautions: Are Hospital‐Based Health Care Providers Still at Risk?. Clinical Infectious Diseases 2003. (37). 1006–1013.

Fernández-Muñiz, Montes-Peón & Vázquez-Ordás. (2007). Safety management system: Development and validation of a multidimensional scale. Journal of loss prevention in the process industries 20, 52-68.

Keller, R.L., & Rackley, W.P. (1999).  Safety manager’s handbook.  Wisconsin: J.J. Keller and Associate.

Lois, M.B. (1995). Environmental safety in the surgical suite: Preoperative nursing core curriculum. Philadelphia, P.A.: W.B. Saunders.

Neal, A.& Griffin, M.A. (1997). Perception of safety at work: Developing a model to link organizational safety climate and individual behavior. Paper presented to the 12th Annual conference of the society for industrial and organizational psychology, St. Louis.

Parker,S. K., Axtell, C. M., & Turner, N. (2001). Designing a safer workplace: Importance of job autonomy, communication quality, and supportive supervisors.

Journal of Occupational Health Psychology, 6(3): 221-228.

Polit, D. F., & Beck, C. T. (2008). Nursing research: Generating and assessing evidence for nursing practice.(8th ed.). Philadelphia: Lippincott.

from : http://www.osha.gov/Publications/OSHA3148/osha3148.html.

 

 



1 นิสิตปริญญาโท สาขาวิชาการบริหารการพยาบาล คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ หาดใหญ่ สงขลา 90112

Graduate Student, Department of Nursing Administration, Faculty of Nursing, Prince of Songkla University, Hat Yai, Songkla, 90112.

2’3อาจารย์ ดร. ภาควิชาการบริหารการศึกษาพยาบาลและบริการการพยาบาล คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ หาดใหญ่ สงขลา 90112

Dr., Department of Administration in Nursing Education and Nursing Service, Faculty of Nursing, Prince of Songkla University, Hat Yai, Songkla, 90112.

* Corresponding author:โทรศัพท์ 0 7428 6540 โทรสาร 0 7421 2901 E-mail: อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปก่อน

 

 

MiniCalendar

กันยายน 2014
123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
282930

ITPFacebookLikeBox

Advertisement

Featured Links:
Joomla!
Joomla! The most popular and widely used Open Source CMS Project in the world.
JoomlaCode
JoomlaCode, development and distribution made easy.
Joomla! Extensions
Joomla! Components, Modules, Plugins and Languages by the bucket load.
Joomla! Shop
For all your Joomla! merchandise.
Safety Management in Nursing Research Unit, Powered by Joomla!